Home สาระความรู้ นิทาน เรื่อง “ทิฐิ” อ่านแล้วน้ำตาก็ไหล

นิทาน เรื่อง “ทิฐิ” อ่านแล้วน้ำตาก็ไหล

0
2

นิทาน เรื่อง “ทิฐิ”

มีชายหนุ่มคนหนึ่ง
ต้องเดินทางไปเป็นทหารเพื่อรับใช้ชาติ
โดยขณะนั้น
หญิงสาวตั้งครรภ์ได้ 7 เดือน

เมื่อชายหนุ่มเสร็จภาระกิจจากการรับใช้ชาติ
จึงกลับมาบ้านด้วยความดีใจ
เพราะจะได้พบกับภรรยาสุดที่รัก
และลูกชายที่เค้าเองยังไม่เคยพบหน้ากัน
เป็นเวลา 2 ปีเต็ม
ทำให้เมื่อทั้งสองได้พบกัน
จึงแสดงความรัก
ด้วยการกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่นาน
จนลืมไปเลยว่า
มีเด็กน้อยอีกคนหนึ่ง
รอคอยทั้ง 2 อยู่ข้างกาย

เมื่อทั้ง 2 แสดงความรักและคิดถึงต่อกัน
เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงหันมาจูงมือหนูน้อย
แล้วก็เดินกลับบ้านของตน

แต่ระหว่างทาง ภรรยาสาวเห็นว่า
วันนี้ต้องฉลองการกลับมาของสามีเสียหน่อย
จึงได้เอ่ยปากกับสามีว่า
“พี่ขา เดี๋ยวหนูไปหาซื้ออาหาร
มาทำกับข้าวให้พี่ทานคืนนี้ก่อนนะ
ฝากลูกไว้กับพี่ด้วย เดี๋ยวหนูกลับมา”

สามีกับลูก จึงยืนรออยู่ตรงนั้น
เมื่อภรรยาแยกไปซื้ออาหารแล้ว
เขาจึงมีเวลาหยอกล้อกับลูก
และถามหนูน้อยว่า
“คิดถึงพ่อไหมลูก”
“น้าไม่ใช่พ่อหนู
พ่อหนูมาหาหนูทุกคืน
เวลาหนูนั่งพ่อก็นั่ง
เวลาหนูยืนพ่อก็ยืน”

ระหว่างที่ยืนงงอยู่นั้น
ภรรยาของเขาก็เดินกลับมา
และบอกสามีว่า
“พี่กลับบ้านกันเถอะ ซื้ออาหารเรียบร้อยแล้ว”

แต่สามีกลับเงียบ
และไม่โต้ตอบแม้แต่จะเอ่ยคำใดๆทั้งสิ้น

ฝ่ายภรรยารู้สึกแปลกใจ
แต่เธอนึกไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น
ในระหว่างที่เธอไปซื้ออาหารกลับบ้าน
เธอคิดหาเหตุผลมาตลอดระหว่างทาง
แต่ก็นึกไม่ออก

และคิดว่าในระหว่างทานอาหาร
บรรยากาศน่าจะกลับมาเหมือนเดิม

ตกเย็นภรรยา ก็เรียกสามีมาทานข้าว
ทั้ง 3 คน นั่งทานข้าวอยู่ด้วยกัน
แต่ในบรรยากาศระหว่างทานอาหาร
ตลอดเวลานั้นไม่มีแม้แต่เสียงสนทนา
ของใครดังออกมาเลย
จนบรรยากาศในการทานอาหารมื้อนั้น
เป็นมื้อแห่งความเจ็บปวดของทั้ง 2 คน

ในคืนนั้นเองภรรยาได้ตัดสินใจ
เดินออกจากบ้านและไม่กลับมาอีกเลย

ผ่านไปได้ค่อนคืน
ฝ่ายสามี เมื่อตื่นขึ้นมาไม่เห็นภรรยา
เขาจึงเดินออกมานอกห้อง
เขาเห็นเด็กน้อยยังไม่หลับ
และเห็นพฤติกรรมบางอย่างของเด็กน้อย

เด็กน้อย ชี้ไปที่เงาของตัวเขาเอง
แล้วพูดว่า
“พ่อของหนูมาแล้ว”
แล้วก็ชี้ไปที่เงา และบอกว่า
“เวลาหนูนั่งพ่อก็นั่ง
เวลาหนูยืนพ่อก็ยืน”

ชายคนนั้นคิดได้ทันทีว่า
ที่เขาเข้าใจผิดเมื่อตอนกลางวันนั้น
หนูน้อย หมายถึง เงาของหนูน้อยนั่นเอง
ซึ่งเขาเข้าใจได้ทันทีว่า
ภรรยาของเขา รักเขาแค่ไหน
เขาพยายามตามหาภรรยาทั้งคืน
จนรุ่งสางเขาพบศพภรรยาจมอยู่ในทะเล

เขาจึงรู้สึกเสียใจมากในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เขาจึงเดินลงไปในทะเล เพื่อไปหาภรรยา
ที่จบชีวิตเพราะความเข้าใจผิดของเขานั่นเอง

ทั้งสองจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย
ด้วยเพียงแค่ต่างมีทิฐิต่อกัน ไม่พูดคุยกัน
จนเหตุการณ์บานปลายใหญ่โต
เกินกว่าที่จะแก้ไขได้

ทิ้งหนูน้อยซึ่งไม่มีความผิดใดเลย
ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า
เพียงเพราะพ่อและแม่
มีความเป็นตัวตน
ซึ่งคิดว่าตนเองนั้นถูก
และทำไมต้องเริ่มต้นในการซักถามก่อน

อย่าให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เพียงแค่เราคิดว่าตัวเองไม่ผิด

ทิฐิ ในคำไทยส่วนใหญ่ใช้ในความหมายว่า
“ความอวดดื้อถือดี ความดื้อรั้น
ความตะแบง”
ทั้งที่รู้ว่าผิด แต่ไม่ยอมรับ และไม่ยอมแก้ไข
เช่น
ทิฐิของเขาทำให้เขาเข้ากับใคร
ไม่ได้เลยในที่ทำงาน

หากพิจารณาให้ดี จะเห็นว่า
“ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น
ในสังคมไทยในปัจจุบัน
ตั้งแต่สังคมระดับครอบครัว
จนถึงระดับประเทศ
ล้วนเกิดจากการมี “ทิฐิ” ต่อกันนั่นเอง”

(ขอบคุณข้อมูลจากครูแดง)

Load More Related Articles
Load More By admin
Load More In สาระความรู้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *